2005/Sep/15

หะ!!!!!โดนข่มขืนอ่ะ

ที่ว่าโดนข่มขืนน่ะ เป็นประเภทโดนข่มขืนจิตใจน่ะค่ะ อย่าเพิ่งมีใครตกใจหรือแจ้วความนะคะ.....ก็วันหยุดที่จะถึงนี่อ่ะดิ คุณพี่ชายตัวดีไม่รู้อะไรเข้าฝันเธอ มีคำสั่งให้น้องสาวสุดแสนน่ารักคนนี้ไปยืนเฝ้าบูธของบริษัท แถมยื่นคำขาดให้แต่งตัวให้เหมือนพริ๊ตตี้ซะด้วย แบบว่า "เอาสวย ให้เหมือนน้อง ๆ งานโชว์บูธอื่น เค้านะ อย่าให้ขายขี้หน้า!!!"

เฮ้ย!!!! จะบ้าตายกันไปใหญ่แล้ว จะไปทำได้อย่างไรล่ะคุณขา ก็จีหน้าตาดีซะเหลือเกินนี่นา สวยปานจะแหก.....ดม(ประชดนะประชด) แล้วนี่มันเรื่องอะไรกันจะให้ไปยืนขายขี้หน้าในงานเนี่ยนะ แถมยังมีหน้ามาบอกว่า "นี่เป็นโอกาสสุดท้ายก่อนจะขึ้นคานจริง ๆ แล้วนะ ถ้าไม่รีบคว้าผู้ชายในงานนี้ไว้สักคนล่ะก็ แกขึ้นคานแน่ ๆ "

แน้!!!!มาปากดี คุณ ๆ คิดดูสิคะคุณพี่ชายแบบนี้มีที่ไหนในโลก พูดจากะน้องนุ่งแบบนี้ได้ยังไงกันถึงจีจะขึ้นคาน ก็ปล่อยมันไปเถอะค่ะ คงไม่ถึงกะต้องจัดแจงแต่งองค์ไปยืนนวยนาดหาผู้ชายในงานโชว์สินค้าหรอกนะคะ ก็เลยบอกเหน็บ ๆ ไปด้วยว่า

"โฮะ!!! นี่มันงานโชว์สินค้านะ ไม่ใช่งานโชว์น้อง ผิดงานแล้วเฮีย แล้วอีกอย่างจีเป็นทอมไม่ชอบผู้ชายโว้ย!!!"

น่าน!!!ฮะ ๆ ๆนึกว่ามันจะเข้าใจว่าไม่อยากไปจริง ๆ แต่กลับ .........

"นี่เป็นคำสั่ง..ไม่ใช่พี่บอกน้องเฉะ ๆ คำสั่งเฟ้ย..งานน่ะเข้าใจไหม ไม่รู้ล่ะ เสาร์อาทิตย์นี้แกต้องไปเฝ้าบูธเข้าใจ๊ ไม่งั้นตาย"

เฮ้ย!!!!ไรฟะ ....โห .....พูดไม่ออกเลยอ่ะ ตกลงเป็นอันว่า ดิฉันต้องเอาหน้าตาอันสุดแสน...และสังขารที่ร่วงโรยไปเฝ้าบูธในงานนี้แน่นอน เฮ้อ!!!!เครียดกว่าต้องไปอยู่เยอรมันคนเดียวอีกนะเนี่ย อยากไปมันเพรุ่งนี้ซะเลยจะได้ไม่ต้องไปงานโชว์นี้จริง ๆ น้า......

อีแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าโดนข่มขืนได้อย่างไรล่ะคะ นี่มันข่มขืนจิตใจ ร่างกายและทรัพย์สิน กระทำการล่วงละเมิดสิทธิอันไม่บังควร เพราะกฎหมายแรงงานก็บอกไว้แล้วให้มีวันหยุดให้พนักงานด้วย แต่นี่ใช้งานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์แบบนี้ ดิฉันจะไปร้องเรียนได้ที่ไหนล่ะคะ โอ้ยอยากบ้า.....

แต่....ในงานน่ะวิดวะ บานเลยคุณขา เหอะ ๆ ๆ ๆ ได้รับการยืนยันกะคุณพี่สะใภ้เรียบร้อยโรงเรียน จีจี้ แล้ว ค่อยเจริญโสดประสาทหน่อย (ประสาทส่วนที่เป็นโสดน่ะ) ไม่รู้ว่าถูกข่มขืนครั้งนี้จะดีใจหรือเสียใจดีนะขอกลับไปคิดก่อนนะคะ โฮะๆๆๆๆ

2005/Sep/12

เมื่อคืนมีผู้หญิงคนนึงต้องเสียน้ำตาอีกแล้ว..........

ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกเศร้าใจอย่างนั้นนะ...........

เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วนะ...แต่เธอก็ยังลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เลย......

เธอยังจมอยู่กับความไม่เข้าใจ.....ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับเขาคนนั้น

และไม่เข้าใจว่าตัวเองทำไมถึงยังลืมไม่ได้.........

เธอปล่อยให้เรื่องราวในอดีตเข้ามากัดกินความสุข....ทุกครั้งที่มีโอกาส

เรื่องราวบางอย่าง....เราลืมได้ถึงแม้ไม่อยากจะลืม

เรื่องราวบางเรื่อง....ถึงแม้อยากลืมแต่ก็ไม่สามารถลืมได้เลย

ทุกความทรงจำยังติดตรึงอยู่ในหัวใจ และกระจ่างชัดอยู่ในความรู้สึก

ทุกภาพความทรงจำที่เกิดขึ้น....กลับมาให้เห็น.....เห็นจากหัวใจ

ภาพที่เห็นจากหัวใจ...มันไม่ใช่แค่เห็น...แต่มันสัมผัสความรู้สึกของภาพมากกว่าที่เห็น.....

ไม่ใช่แค่คุณเห็นตัวเองร้องไห้.........แต่คุณกำลังร้องไห้อยู่ด้วยในขณะที่เห็น

ไม่ใช่แค่คุณเห็นคนที่รักหัวเราะ...แต่คุณกำลังมีความสุขที่เห็นเค้าหัวเราะ

ยากเหลือเกินที่จะลบเลือนภาพเหล่านั้นออกจากหัวใจคน คนนึง

ยากเหลือเกิน

2005/Sep/07

บ่อเกิดของอารมณ์ จี๊ด ๆๆๆ

เมื่อวานนี้ไปสถานฑูตเยอรมันมาค่ะ โอ้ยตอนแรกก็ตื่น ๆ เหมือนกันนะคะเพิ่งจะเคยเข้าสถานฑูตเป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้ไม่ให้ทำอะไรเปิ่น ๆ ออกไป แต่พอเห็นหน้าเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็รู้สึกว่าจะไม่มากไปหน่อยหรือไงเนี่ย ก็เข้าใจนะคะว่าช่วงนี้แต่ละสถานฑูตก็มีมาตรการความปลอดภัยกลัวกันไปต่าง ๆ นา ๆ แต่ไอ้มาตรการความปลอดภัยกับความดุดันของเจ้าหน้าที่มันไม่ได้จะมาบรรจบพบกันได้นะคะ คนที่ไปติดต่อที่สถานฑูตเข้าก็คนเหมือนกันเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทำงานอยู่นั่นแหละค่ะ มิหนำซ้ำยังเป็นคนไทยเหมือนกันด้วย ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไม้...ทำไมจะต้องตะคอกดุดันสารพัด แถมหน้าตาก็ยังบอกบุญไม่รับอีกด้วย ขอบอกตรง ๆ เลยนะคะว่าคงไม่มีใครสักคนที่เข้าไปใช้บริการ แล้วบอกว่าประทับอยากไปอีกหรอกค่ะ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้วคงจะไม่มีใครอยากเข้าไปในสถานฑูตเป็นแน่ (ถ้าเป็นเหมือนสถานฑูตนี้กันหมดนะ) เจ้าหน้าที่ที่เป็นยามด่านแรกของการเข้าสถานฑูตนั้นยังทำหน้าตาดูดีกว่าพนักงานข้างในอีกนะคะ ยังพอยิ้มแย้มบ้างพูดจาก็มีหางเสียง ตอนคุณพี่เจ้าหน้าที่ที่ประตูแกขอเอาเครื่องตรวจอาวุธ (ไอ้แบบที่มาวน ๆ ตามตัวเราน่ะค่ะไม่ทราบว่าเรียกว่าอิหยัง) มาตรวจก็พูดดีนะคะ ดิฉันยังแอบประทับใจว่า อืม..ถึงแม้จะเข้มงวดแต่ก็พูดจาดี ๆ ระรื่นหูพอสมควร แต่พอถึงคนถัดไปคนนั้นแกเป็นแบบชาวบ้านธรรมดาน่ะค่ะ แต่งตัวแบบเสื้อยืดการเกงยืนส์รองเท้าแตะอะไรแบบเนี้ย คุณพี่ยามของอิฉันก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน ตะคอกเอาตะคอกเอา แต่ก็ยังมีครับต่อท้าย ให้ไหวหวั่นเล็กน้อย ทำเสียงซะขนาดนั้นเหมือนจะขบหัวพี่ผู้ชายคนนั้นแหนะ แล้วยังมีหน้ามาต่อคำลงท้ายด้วยคำว่าครับ เบ้า..เบา รับรองว่าพี่ชายคนนั้นไม่ได้ยินหรอกเพราะมัวแต่ลนลาน คงคิดว่าตัวเองหลงเข้ามาในสถานกักกันอะไรสักอย่างเป็นแน่แท้ หรือไม่ก็สถานที่คุมขังนักโทษ และกำลังมีผู้คุม คอยยืนกำกับท่าทาง ตลอดเวลา

ด่านแรกที่ต้องเจอคือตาอ้วนคนนึงอายุคงไม่มากเท่าไหร่ ดูยังไงก็ ยี่สิบปลาย ๆ หรือสามสิบต้น ๆ หน้าตาดุดันกว่าพี่ยามอีกเพราะหนวดเคราที่ไว้ซะครึ้มทีเดียว พี่ชายอิฉันก็ยื่นเอกสารไปให้ตรวจแล้วเค้าก็ยื่นแบบคำร้องออกมาให้ ถามด้วยคำพูดห้วน...และห้วนที่สุดว่า "มาทำอะไร" พี่ชายดิฉันตอบกลับไปอย่างสุภาพโคตร ว่า

"มาขอวีซ่าครับพี่"

"กรอกเอกสารให้เรียบร้อย" ห้วนอีกแล้ว หน้าตาก็ไม่หล่อแถมยังทำให้มันน่าเกลียดหนักลงกว่าเดิม ซะนั่น ฉันเริ่มสังหรณ์ใจว่า ถ้ามาขอวีซ่าคนเดียวจะรอดไหมน้า ... เพราะรู้สึกโกรธตะหงิด ๆ อยู่ในหัวซะแล้ว .... ระหว่างที่ยืนกรอกเอกสารกันอย่างเมามันนั้นก็ได้ยินเสียงพี่ยาม หน้าตาเหมือนสัสดีพวกนั้นตะคอกประชาชนคนไทยอยู่เป็นระยะ แหม....อยากเข้าไปชกหน้าให้หงายกันเลยจริง ..... ต้องบอกตัวเองตลอดเลยว่า +เย็นไว้ มันเป็นหน้าที่ของเค้า+

+แล้วไง แต่ก้ไม่เห็นกะต้องขู่ตะคอก เหมือนทุกคนจะมาวางระเบิดสถานฑูตกันก็ได้++

+คนไทยเหมือนกันแท้ แท้ น่าจะแยกความเข้มงวด ความปลอดภัย และหน้าที่ออกจากคำว่า ไมตรีจิต ได้นะ เห็นได้ชัดเลยว่าคนพวกนี้ไม่มี มิตรไมตรีเอาซะเลย เห็นคนไทยด้วยกันเป้นอะไรนะ ทำงานในสถานฑูตแล้วยังไง กร่างซะไม่มี+++

พอเสร็จแล้วพวกเราก็เข้าไปข้างในที่ทำการเป็นโถงยาว ๆ สีขาว แยกระหว่างผู้มาติดต่อกับพนักงานที่ทำงานอยู่อย่างชัดเจน เพราะมีกระจกที่คาดว่าน่าจะเป็นกระจกกันกระสุน กันระหว่างผู้มาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ สื่อสารกันผ่านไมโครโฟน ที่ดังใช้ได้ทีเดียว รู้หมดเลยใครมาทำอะไรใครโดนด่าโดนว่า ว่าอะไรกันบ้าง สุดทางเดินตรงหน้าห้องน้ำเป็นเคาน์เตอร์สำหรับผู้มาขอวีซ่า เจอเจ้าหน้าที่อ้วนใหญ่คนนึง ท่าทางน่าเกรงขามกว่าพี่ยามหน้าประตูซะอีก มีรอยสักที่แขนเต็มไปหมด เป็นรอยสักภาษาไทยจำไม่ได้ว่าอะไรเพราะเกลียดขี้หน้าตั้งแต่แรกเห็นทีเดียว

"มาทำอะไร!!! ....." ดูมัน เป็นเหมือนกันทุกคนเลย

"มาขอวีซ่าครับ"

"รอช่องสิบสองนั่นแหละ เดี๋ยวเค้าจะเรียก นั่ง ๆ ตรงไหนว่างก็นั่ง ตรงนั้นแหละ!!!!!"

ดิฉันได้แต่อึ้งกิมกี่ ในท่าทางและมารยาทอันดีงามซะเหลือเกินของผู้ชายคนนั้น นี่ชั้นอยู่ที่ไหนเนี่ย นี่เรากำลัง จะเข้าไปในคุกกันใช่ไหม เรามาขอเยี่ยมนักโทษกันหรือเปล่าเนี่ย.....หรือเราเองที่เป็นนักโทษ เราทำผิดอะไรกันมาเหรอ....

ใจนึงดิฉันก็เข้าใจนะคะในหน้าที่การงานของเค้า แต่คุณคะ...เพียงแค่คุณพูดจาดี ๆ กับคนอื่นมันก็ไม่ทำให้อะไรมันแย่ลงไปไม่ใช่หรือคะ อะไรกัน ขู่ตะคอกกันอยู่ได้ นี่น่ะเหรอเมืองที่เจริญที่สุดในประเทศ และถ้าจะเรียกเขตพื้นที่ในสถานฑูตเป็นของประเทศเยอรมันล่ะก็ ฉันก็จะขอบอกว่าคนเยอรมันให้การต้อนรับคนต่างชาติได้แย่มาก ที่เสียใจมากก็คือพวกคนที่ทำงานอยู่ที่นั่น อยู่ตรงนั้น ฉันไม่เห็นฝรั่งมังค่าสักคนเดียวเห็นแต่คนไทย ที่น่าจะมีน้ำใจ หรือพูดจาให้เหมือนคนด้วยกันบ้าง

ตอนที่รอยื่นเอกสารอยู่ด้านในนั้น มีโอกาสได้เห็นได้ฟังอะไรหลายอย่าง มีเด็กผู้หญิงคนนึงคาดว่า คงอายุ 18 ปี มาขอวีซ่า เธอมาคนเดียวค่ะ และเข้าใจว่า คุณเจ้าหน้าที่คงมองเธอเหมือนกับเธอเป็นโสเภณีเด็กจะไปขายตัวต่างชาติ อะไรแบบนั้น แต่ไม่เห็นคุณเธอต้องแสดงออกถึงขนาดนั้น ดิฉันจะบอกรายละเอียดของเด็กคนนั้นก่อนนะคะ เธอใส่เสื้อยืด ราคาถูกสีแดง กางเกงยีนส์เก่า ๆ รองเท้าผ้าใบที่มองไม่ออกแล้วว่าสีเดิมน่ะสีอะไรท่าทางประหม่ามาก อาจเป็นเพราะมาคนเดียว ผมเผ้าไม่ได้หวีให้ดูเรียบร้อย ผิวของเธอเป็นสีแทน น่าจะเป็นคนแถบภาคอิสานถ้าจำไม่ผิดดิฉันได้ยินเธอเอ่ยชื่อจังหวัดบ้านเกิดเธอแต่จำไม่ได้ว่าที่ไหนแน่

เจ้าหน้าที่คนนั้นหรี่ตามองดูเด็กนั่นอย่างพิจารณา ดิฉันคิดว่าถ้าเป็นใครที่ได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้อาจจะไปเยอรมันเพื่อไปทำอะไรอย่างว่าก็ได้ แต่นั่นก้เป็นแค่การสัณนิษฐาน เธอไม่มี statement เอกสารของเธอไม่ครบถ้วน เธอไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพ แค่นี้ดิฉันก็คิดว่าคุณเจ้าหน้าที่ก้มีข้ออ้างที่จะไม่ผ่านวีซ่าให้เธอแล้วแต่กลับ ยิงคำถามที่ฉันเองไม่เข้าใจว่าจะถามไปทำไม อย่างเช่น

"คุณอาที่แนะนำคุณให้ไปเยอรมัน เป็นอาจริง ๆ หรือเปล่า ??"น้ำเสียงเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครองโคตร

"เป็นน้องคุณพ่อค่ะ แต่ไม่เป็นน้องแท้ ๆ " เด็กสาวตอบ

"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่อาแท้ ๆ " ทำท่าทางสีหน้า เบื่อหน่ายสุดชีวิต

"แต่ก็เป็นญาติที่ใกล้ชิดกันน่ะแบบว่าอยู่ในละแวกหมู่บ้านเดียวกันเป็นเครือญาติกัน"

"แต่ก็ไม่ใช่อาแท้ ๆ ของคุณอยู่ดี เราไม่รู้นะคะว่าคุณจะเยอรมันทำไม แล้วคุณจะไปทำอะไร แล้วทางเยอรมันล่ะคะคุณจะไปอยู่กับใคร" ดูมันพูดดิ

"คุณน้าอีกคนค่ะ คือเค้าเลี้ยงหนูมาแล้วเค้าอยากให้หนูไปเที่ยวไปหาเค้า"

"มีหลักฐานอะไรหรือเปล่าว่าเค้าเลี้ยงคุณมา" โอ้โห.....ขอโทษเถอะค่ะ ดิฉันอยากจะไปช่วยน้องคนนั้นเป็นอย่างมากแต่ เดี๋ยวพี่ชายที่ไปด้วยจะวีนแตกเอาเลยต้องทนนั่งฟัง แต่ก็แอบทำหน้าตาที่ ถ้าเจ้าหน้าที่คนนั้นหันมาเห็นล่ะก็ ต้องรู้แน่ว่าเย็นนี้ขากลับอาจมีดักตบ

"ไม่มีค่ะ" ก้มันจะไปมีได้ยังไงล่ะคุณขา .... เค้าอาจเป็นญาติที่ช่วยกันเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ได้ มันจะบ้ากันไปใหญ๋แล้ว

สุดท้ายหลังจากที่โดนสอบสวนอยู่นานน้องคนนั้นก็ต้องกลับไปมือเปล่า และอาจจะกลับมาใหม่พร้อมเอกสารที่มากกว่าเดิม แต่ฉันว่าเด็กคนนั้นก็รู้ไม่หมดอยู่ดีว่า คราวหน้าต้องเตรียมอะไรมาบ้างเพราะคุณเจ้าหน้าที่เอาแต่สอบประวัติ ไม่ยอมบอกข้อเท็จจริงใด ๆ เลย

ดิฉันเข้าใจว่าเด้กคนนั้นไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่เลย แต่แค่พูดดี ๆ กับเธอ ๆ ก้น่าจะเข้าใจดิฉันไม่เข้าใจถึงการสืบสวนสอบสวนในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่คนนั้นเลย หรืออาจจะมีหลายประโยคหรือหลายคำพูดที่มันน่าฟัง กว่าประโยคที่เธอคนนั้นเลือกใช้ คุณเจ้าหน้าที่อาจจะเก่งพูดได้ทั้งอังกฤษ ทั้งเยอรมัน แต่ฉันว่าควรจะไปเรียนภาษาไทยมาใหม่และมารยาทในการให้บริการมาใหม่อีกด้วย แต่ถ้ามันยังไม่ดีพอ ก็ควรจะต้มกินมันซะเลย ขัดใจจริง ๆ

ส่วนวีซ่าของฉันผ่านไปได้อย่าง ต้องใช้ความอดทนพอสมควร ด้วยคำพูดแดกดันของเจ้าหน้าที่เบื๊อกอีกคน

"ทำไมไม่ติดรูปมาให้เรียบร้อยล่ะคะ ฉันไม่มีหน้าที่จะต้องมาติดรูปให้คุณนะที่ติดรูปเค้าก็มีให้คุณติดทำไมคุณไม่ติดมาล่ะ" เจ้าหน้าที่อีกคนที่รับเรื่องบอกออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยสุด ๆ จนฉันคิดว่าทำไมคุณไม่กลับบ้านไปนอน หรือลาออกไปทำงานที่ทำให้คุณมีความสุขกว่านี้ล่ะ ให้คนที่เค้าอยากจะทำงานด้านนี้ หรือมีเซ้นส์ในการทำงานมากกว่านี้มาทำงานดีกว่า ก็ในออฟฟิศนั้น มีกาวซะที่ไหนล่ะ

"คุณจะไปเทรนงานแต่คุณกรอกเอกสารยังไม่ครบเลย คุณควรจะมีความรู้พอสมควรนะคะที่จะเทรนงานในต่างประเทศน่ะ แค่กรอกเอกสารยังไม่ครบเลย กลับไปกรอกให้เรียบร้อยก่อนนะคะ" เธอทำหน้าตาแบบว่า ปวดท้องจะคลอดลูก ทำให้ฉันต้องเลื่อนสายตาจากหน้าเธอไปที่ท้อง เผื่อเธอจะรู้สึกอยากคลอดตอนนี้ขึ้นมาจริง ๆ แต่ก็..ไม่ได้ท้องนี่หว่า..แล้วทำหน้าตาเหมือนเบื่อโลกอย่างนั้นทำไมนักหนานะ แถมถอนหายใจตลอดเวลา จนฉันรู้สึกหดหู่เหลือนจะทน นี่ถ้าพี่ชายไม่เหยียบเท้าเหมือนรู้ทันใจฉันตอนนั้นเอาไว้ล่ะก้ ร้บรองวีซ่า ฉันไม่ผ่านเพราะต้องทะเลาะกับยัยนี่เป็นแน่ แต่ตั้งแต่เข้ามาในสถานฑูตฉันยังไม่สามารถพูดอะไรได้เลยเพราะกลัวตัวเองจะใจร้อนพูดอะไรไปแบบจะทำให้มีเรื่อง (คือฉันเป็นคนพูดตรงคนที่บ้านเรียกว่า ปากหมา น่ะ)

สุดท้ายก่อนที่ฉันจะออกจากออฟฟิศนั้นไปฉันก็แกล้งพูดลอย ๆ กับพี่ชายขึ้นมาเป็นมาเป็นภาษาอังกฤษเพราะกลัวยัยสองคนนั่นจะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง(น่าจะโอนสัญชาติเป็นคนต่างชาติไปซะเลยนะยัยบ้า) ว่า

"Hey!! Did you know?? I wantto kick her very much." ทุกคนในห้องนั้น หันมามองฉันด้วยสายตาแบบว่า พูดออกมาได้ไงเนี่ย แต่รู้ไหมคะ ฉันเห็นบางคนอมยิ้มด้วยล่ะ